กลับบ้านเราดีกว่า

posted on 14 Aug 2011 01:07 by sillymagirl  in PieceOfMemory

 

ตอนนี้เจ้าของบล็อคกลับบ้านกลับสู่มาตุภูมิแล้วค่ะ ขอโทษที่ไม่ได้อัฟมาเป็นเวลาพอสมควร เนื่องจากยุ่งๆ มีเรื่องต้องจัดการหลายอย่าง ก็เลยทำให้ห่างหายจากการอัฟบล็อคไปโดยปริยาย
เพราะพอกลับมาก็มีเรื่องต้องจัดการหลายอย่างค่ะ
ไม่ว่าจะเป็นสะสางของที่อยู่ในห้องนอนตัวเอง ป๊ากับม๊า อยู่ดีๆก็นึกอยากทำห้องลูกสาวตัวเองเป็นห้องเก็บของซะยังงั้น (ทำไม ถึงคิดว่ากิ๊ฟจะไปกลับบ้านแล้วล่ะค่ะ) แล้วทรัพย์ยังไม่ทันเข้ากระเป๋า ก็มีเรื่องต้องควักตังค์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น
1. เตรียมซื้อเสื้อผ้า เพื่อใส่ไปทำงาน
 
คำถาม อ้าว! แล้วเสื้อผ้าเก่าๆไปไหน?
 
ตอบ อยากจะบอกว่ามันเหลืองหมดแล้ว บางตัวชอบๆมาก เรากลับมาก็คิดว่าไม่ได้อ้วนขึ้นมากนัก....(หลอกตัวเองค่ะ!) แต่มันเหลือง เพราะมันเก็บอยู่แต่ในตู้ เสียดายมากเลย น่าจะโทรมาบอกแม่ให้บริจาคไปให้หมด ก่อนจะต้องมานั่งคัดเอง 

คำถาม แล้วเสื้อผ้าที่ใส่ทำงานตอนอยู่อเมริกาล่ะ?

ตอบ ก็เอามาใส่อยู่ แต่บางตัวมัน casual เกิน ก็เลยไม่เหมาะกับสถานที่ทำงานเมืองไทย เลยกลายเป็นเสื้อใส่เที่ยวไปโดยปริยาย

2. ติดอินเตอร์เนต

คำถาม ที่บ้านไม่มีเนตหร่อ (ต๊าย บ้านนอก)

ตอบ มีค่ะ แต่มันช้ามาก กลับมาไม่ทันใจ เพราะปกติคุ้นกับการใช้เนตแบบแรงเร็ว โฮ๊ะ ป๊าบอกว่า งั้นติดเองนะ เพราะป๊าใช้แต่ที่ทำงานมันก็เร็ว และกลับมาบ้านก็ไม่อยากมานั่งหน้าคอมตลอดเวลาอีก

3. Laptop ตัวเก่งอยู่ดีๆก็ดื้อดึง เสีย

คำถาม ทำไงถึงเสีย?

ตอบ ไม่รู้ รู้แต่ว่า laptop หัวแก้วหัวแหวนที่อยู่กับแม่ มาตั้งแต่อเมริกา ใช้ชีวิต ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ไม่มีลูกแม่ก็คงไม่จบ (รักยิ่งกว่าลูกค่ะ มันเป็นสมบัติที่มีค่ามาก เพราะว่าเก็บตังค์ซื้อเอง) กลับมาต้องส่งไปซ่อมถึง 2 ครั้ง ปาเข้าไป หลักหมื่นแล้วค่ะ อยากจะกรี๊ด!! ตอนแรกเปลี่ยนการ์ดจอ ต่อมาเปลี่ยน Hardware กันเลย ถ้าฉันซื้อใหม่ มันจะดีกว่าไหม แต่ของมันยังไม่เก่าค่ะ สภาพดีมาก เพราะใช้แบบทะนุถนอม และยังดูทันสมันอยู่

4. เปลี่ยนแอร์ ในห้องนอนตัวเองใหม่

กลับมาได้ไม่กี่วัน แอร์ก็เริ่มไม่เย็น น้ำหยดอีกตั้งหาก นี่ป๊ากะม๊า ไม่เคยมาเหลียวแลดูห้องฉัน ก่อนที่ฉันจะกลับเลยใช่ไหม เรียกช่างมาซ่อม มาเปลี่ยนน้ำแอร์ ล้างแอร์ แล้ว อีกอาทิตย์ก็เป็นอีก สุดท้าย ตัดความรำคาญ ม๊าซื้อแอร์ให้หน่อย (กลุ้มค่ะ! เงินหมดแล้ว เลยต้องขอม๊าแทน) ม๊าก็หัวใสค่ะ จะหักจากเงินเดือนแรก โอ้แม่เจ้า!!

อันนี้ยกตัวอย่างมาเฉย ให้เห็นคร่าวๆ เห็นไหมว่าทำไม ถึงอยากบ่นเรื่องนี้
 
ต่อไปเรื่องหางาน  

กลุ้มค่ะกลุ้ม กลับมาก็คิดว่าจะชิวก่อนค่ะ แบบขอทำใจสักนิดนึง ยังไม่พร้อมกลับไปเป็น สาวออฟฟิต แต่ระหว่างนั้นก็ร่อน resume ไปเรื่อยค่ะ มีบริษัทโทรมาเรียกไปสัมภาษณ์กรุบกริบๆ เขาก็รับค่ะ เงินเดือนก็ตามที่ขอ แต่ว่าดูอะไรหลายๆอย่างแล้วเราไม่เอาเอง จนเพื่อนเริ่มด่าว่า เมิงจะเล่นตัวไปถึงไหน แล้วสิ่ไหนล่ะที่แกรออยู่ ถามใจจริงๆแล้วก็ตอบว่า “ยังรออยู่”

จนผ่านไปเกือบเดือน เร็วมากๆแล้วเวลาที่ว่าง มันทำอะไร ก็ออกไปชิวกับเพื่อน ไปเที่ยวตจว. แล้วก็เริ่มสำนึกว่า ฉันจะทำงานแล้ว แต่ตอนนี้ทุกบริษัทหายค่ะ ไม่มีคนโทรมาเลย เริ่มลนลานค่ะ เอ้ยฉันจะมีงานไหมเนี่ย เครียดอยู่ 2 อาทิตย์ ก็มีบริษัทนึงโทรมานัดไปสัมภาษณ์ ไปเลยค่ะ ไม่คิด เขารับเข้าทำงาน ก็ทำเลยค่ะ เงินเดือนไม่ต่อรอง ให้เท่าไหนก็เอาเท่านั้น หนูเริ่มขาดสติกับการอยู่แบบคนว่างงาน

สุดท้าย เจ้าของบล็อคมีงานทำแล้ว เย้ๆๆ และก็ทำมาได้แล้วแบบ Happy Happy ถามวันนี้เป็นไง ก็บอกทุกคนว่า "คิดไม่ผิดที่รอ"
คำถามอื่นๆที่อยากรู้กัน หรือ เพื่อนๆถามมาก็เลยเอามาฝากฝังไว้เลย ฮิฮิ ขี้เกียจดีไหม
ทำไม ไม่ทำงานต่อล่ะค่ะ หรือ ไม่หางานอื่นต่อ แล้วทำไมต้องแรกพูดเหมือนจะอยู่ที่อเมริกานาน หรือว่าอกหักเลยกลับบ้าน (อันสุดท้าย นี่แร๊งมาก รับไม่ได้ กรี๊ด!!!!) ? 
 
ตอบแบบมีเหตุผล จริงๆ กิ๊ฟชอบอเมริกามาก ชอบแบบอยากจะลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่เลย เสียแต่ว่าไม่มีคนมายอมแชร์ชีวิตด้วย โอ๊ะๆๆ แล้วภาระอื่นๆมันก็หนักขึ้น บางทีมันก็สนุก บางทีมันก็เหงา แล้วเราก็มานั่งคิด การอยู่แบบนี้มันเป็นการอยู่เพื่อตัวเองชัดๆ คือ กิ๊ฟได้เงินเดือนมา เสียค่ากิน ค่าบ้าน ค่าโทรศัพท์ ค่าเนต มันก็หมดแล้วค่ะ กิ๊ฟไม่มีเงินเก็บ กิ๊ฟเลยคิดว่า ถ้าเราตัวคนเดียว เราก็ใช้ชีวิตอยู่แบบนี้ไป ไม่มีอะไรต้องเสีย แต่เมื่อมองกลับมาดูตัวเอง ป๊าม๊า เริ่มแก่แล้วคะ แล้วก็ใกล้เกษียณแล้ว ก็เลยอยากกลับบ้านดีกว่า อยากไปอยู่ใกล้ๆท่าน เงินเดือนเมืองเทย เราอยู่บ้าน ยังไงก็มีเหลือกินเหลือใช้อยู่แล้ว อันนี้คำนวนคร่าวๆแบบหยิ่งยะโสในตัวเองมาก ว่าฉันต้องได้เท่านี่นะ 55++  ก็เลยกลับ ซึ่งมันช๊อกคนหลายคนมาก ว่าทำไมตัดสินใจเร็วจัง แพ็คของใส่กล่องส่งกลับทางเรือ จองตั๋วเครื่องบิน เดินสายกินเลี้ยงลาส่ง บอกหัวหน้าที่ทำงาน มันทำเร็วมากภายใน 2 - 3 สัปดาห์ หัวหน้าก็ยื้อค่ะไม่อยากให้ไป เขาแบบร้องไห้เลยทีเดียว เขาบอกว่า เวลาคุณมาอยู่ที่นี่เวลามันผ่านไปเร็วมาก ฟังแล้วซึ้งคะ เขาให้เราสัญญาว่าเราจะไป reconsider เพราะเขาจะลาพักร้อน แล้วเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราถึงเปลี่ยนใจลาออกตอนนี้ ก็เลยบอกเหตุผล เขาก็บอก ถ้าเป็นเรื่องเงิน เขาจะลองไปคุยกับฝ่าย financial ให้ แต่เราก็บอกไม่เป็นไร มันไม่ใช่แค่น้น มันมีนู่น นี่นั่น อีกนะ เราอยากกลับไปดูแลพ่อแม่ มันเป็นวัฒนธรรมเอเชียนะ ที่ต้องทำแบบนี้ อีกอย่างที่เราทำงานอยู่มันเป็น วีซ่า OPT เราก็รู้ว่าหมดปีเราก็กะกลับบ้านอยู่แล้ว ถึงแม้จะมีการเรียกไปคุยกันว่า ไออยากให้ยู อยู่ต่อ แต่ไม่ทันคิดเลยคะ กลับบ้านลูกเดียว เพราะอยู่ไปเริ่มเหงาเหมือนกัน เพื่อนๆรุ่นๆเดียวกันเริ่มกลับบ้าน แยกย้ายกันไปทำงานหมดแล้ว มันเลยจิตตกนิดหน่อย (เหมือนเหตุผลหลัง จะมาแรงแซงโค้ง แหะ)
กลับมาถึงก็ตื่นตาตื่นใจมาก เมืองไทยเยี่ยมที่สุดในโลกแล้วคะ ;)